2007/Dec/25

ACT  :    การเดินทางครั้งใหม่

               " ขอบคุณมากครับ  นี่ของขวัญพิเศษ  Merry X'MAS  ครับ " 

               กอล์ฟยิ้มกว้างยื่นขวดแก้วใบน้อยให้เด็กสาวที่เข้ามาซื้อของในร้านครั้งแล้วครั้งเล่า  ในขณะที่ทั้งแซนด์  แบงค์และไมค์ก็มือเป็นระวิงไม่ต่างกัน   เพราะความที่ร้านของสามพี่น้องมีความโดดเด่นในเรื่องสินค้าและการบริการทำให้เป็นที่นิยมของเด็กวัยรุ่น  ยิ่งวันนี้มีข่าวแพร่กระจายออกไปว่าจะมีการแจกของที่ระลึกทำให้มีลูกค้าหลั่งไหลมาไม่ขาดสายทั้งขาประจำและขาจรเรียกได้ว่าแทบไม่ได้หยุดพักกันเลยทีเดียว
               " โอ๊ยเหนื่อย  ปวดขาไปหมดเลย  เมื่อยแขนด้วย "  ไมค์โอดครวญทิ้งตัวลงกับโซฟาตัวยาวที่เบาะนวมหนานุ่มทำให้แบงค์ที่ตามมาต้องเปลี่ยนไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆแทนทั้งที่ตอนแรกก็หมายตาที่เดียวกันไว้
               " แต่ก็น่าดีใจนะ  ของที่ระลึกหมดเกลี้ยง  ขนาดเตรียมไว้ตั้งพันห้าเลยนะ "  กอล์ฟหัวเราะเบาๆ   เขานั่งนึกถึงรอยยิ้มของเด็กๆที่ได้รับของขวัญแล้วก็อดมีความสุขไม่ได้  เด็กหนุ่มขยับที่ให้แซนด์ที่พึ่งปิดร้านเสร็จแล้วเดินมานั่งข้างๆด้วยท่าทางหมดเรี่ยวแรงพอกัน
               " ต้องขอบใจไอเดียของไมค์นะ  ไม่อย่างนั้นวันนี้ลูกค้าคงไม่เยอะขนาดนี้ "  แซนด์ว่าพลางขยี้ผมของไมค์ที่นอนฟุบอยู่จนเจ้าตัวต้องตะกายลุกขึ้นมายิ้มเผล่
               " ของมันชัวร์อยู่แล้ว  ไมค์เสียอย่าง "
               กอล์ฟส่ายหน้าระอากับอาการล้นของเด็กหนุ่มตรงหน้า  ตั้งแต่แบงค์กลับมาไมค์ก็แทบจะไม่พูดหรือแสดงอาการที่โตเกินวัยเหมือนตอนที่พบกันครั้งแรกเลย  เด็กหนุ่มกลับไปมีสภาพเหมือนเด็กหนุ่มทั่วไป  เด็กหนุ่มที่ค่อยๆเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่ม  เป็นผู้ใหญ่โดยไม่ต้องเร่งรีบ  ไม่ต้องเร่งเวลาให้เติบโตอีกต่อไป  

               " รู้หรือเปล่าไมค์  ตั้งแต่เจอกันมา  วันนี้นายทำตัวสมวัยที่สุดเลยนะ  "  กอล์ฟเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้  ไมค์เองก็เลิกคิ้วมองอย่างเข้าใจ  ทำไมเขาจะไม่เข้าใจในเมื่อที่ผ่านมาเขารู้ตัวเสมอว่าพยายามปกปิดอะไร 
               " ต้นไม้น่ะ  เร่งให้โตเร็วเกินไปหรือไปตัดต่อพันธุกรรมเป็นพืชจีเอ็มโอก็ไม่ดีไม่ใช่หรือไงพี่กอล์ฟ  "  ไมค์ว่าพลางหัวเราะ  แต่แล้วสีหน้าสดชื่นนั้นก็พลันสงบลง   ดวงตาคมมองหน้าพี่ชายนอกสายเลือดนิ่ง
               " แต่ว่าจะไปบีบรัดมันไว้เหมือนบอนไซ  มันก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ แล้ว..."   เด็กหนุ่มทิ้งเสียงเงียบไป  ความสงบเงียบนั้นทำให้กอล์ฟต้องกลั้นหายใจ  รู้ดีว่ายามใดที่ไมค์นิ่งเงียบหลังจากนั้นยามเปิดปากเอื้อนเอ่ยคำใด  ก็มักจะเป็นประโยคที่ราวกับจะกระชากหัวใจเขาออกมากระนั้น  และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน
               " พี่กอล์ฟจะเป็นแบบไหนดีล่ะ ตัดต่อจนเกินธรรมชาติ  หรือว่าบีบคั้นรัดไว้จนกว่าจะทนไม่ได้  "  ไมค์ทิ้งคำถามไว้เพียงแค่นั้นก่อนจะลุกขึ้นบิดตัวไปมาเพื่อไล่ความเมื่อยขบ  หนุ่มน้อยที่ร่าเริงสดใสกลับมาอีกครั้งพร้อมกับดึงพี่ชายให้ลุกขึ้นพร้อมกับเสียงโวยวายออดอ้อน
               " หิวแล้ว  ไปหาอะไรกินกันเหอะ  พี่แซนด์ไมค์อยากกินสปาเก็ตตี้ นะๆ "
               " เออๆ  อยากกินก็ไปช่วยกัน   แบงค์  กอล์ฟ  พวกนายไปช่วยกันเตรียมโต๊ะไป เสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำเลยนะ "  แซนด์หันมาสั่งอีกสองคนที่เหลือก่อนจะเดินตามไมค์เข้าครัวไป   ทิ้งให้แบงค์กับกอล์ฟนั่งมองตากันอยู่อย่างนั้น

               " พี่แบงค์ครับ "  กอล์ฟเรียกแบงค์ที่ลุกขึ้นเพื่อเตรียมจัดโต๊ะตามคำสั่งของแซนด์  ทำให้แบงค์ชะงักไปแต่แล้วเขาก็ทำเพียงแค่ยิ้มให้พร้อมกับส่งมือให้
               " ก็อย่างเจ้าไมค์ว่า  ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ  มากเกินไป  น้อยเกินไป  มันก็ไม่ดีหรอกนะ  วันนี้นายอาจจะยังทำไม่ได้  แต่เพียงแค่นายคิดอยากจะเริ่มมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วล่ะ "
               กอล์ฟยิ้มตอบ  เด็กหนุ่มส่งมือให้พี่ชาย  ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้หัวใจที่สับสนเริ่มหายขุ่นมัว  สองมือกอบกุมกันแน่นเหนี่ยวรั้งกันให้ลุกขึ้น  ใช่  ปล่อยให้มันเป็นไป  ไม่ต้องเร่งรัดไม่ต้องข้ามขั้นตอน  ให้มันเป็นไป


    
               กริ๊งง 
               เสียงวัตถุขนาดเล็กหล่นกระทบก้นขวดแก้วใส   กอล์ฟยกขวดแก้วในมือให้สูงขึ้นจนแสงไฟจากหลอดไฟบนเพดานส่องกระทบลงมา  เขาค่อยๆวางกระดาษเงินทาบทับปากขวดพร้อมกับผูกริบบิ้นสีชมพูสดไว้อย่างสวยงาม   ถ้าหากนี่เป็นของขวัญที่เขาจะมอบให้กับแซนด์  แบงค์และไมค์   ก็คงจะเป็นของขวัญชิ้นแรกและชิ้นสุดท้ายที่เขาจะให้ได้กระมัง
               เด็กหนุ่มเริ่มเกิดอาการตาพร่าเลือนอีกครั้ง   มันค่อยๆเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆนับตั้งแต่เริ่มอาหารเย็น  แต่เขาก็พยายามฝืนเอาไว้ก่อนจะขอปลีกตัวออกมา  อีกนิดเดียว  นิดเดียวเท่านั้น
               " อีกนิดเดียวนะ  ขออีกนิดเดียว "  กอล์ฟพร่ำวอนขออย่างอดทน  มือเรียวสั่นสะท้านเพื่อพยายามผูกโบว์ด้วยความลำบาก  ร่างกายของเขาเริ่มโปร่งใสมากขึ้น  ราวกับว่าหากพลาดไป  เขาก็อาจจะหายไปจากโลกนี้โดยไม่ทันได้ร่ำลาใครเลย   อย่าเลยนะ  อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย

               " พี่กอล์ฟ  ไปดูดาวกัน...ไหม "  ไมค์ส่งเสียงดังมาแต่ไกลพร้อมกับเปิดประตูเข้าห้องมา  แต่แล้วก็ต้องยืนนิ่งงันเมื่อพบว่ากอล์ฟกำลังอยู่ในสภาพใดและนั่นก็ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก 
               " พี่ .... " 
               " ช่วยเรียกพี่แซนด์กับพี่แบงค์ให้หน่อยได้ไหม " กอล์ฟยิ้มบางเอ่ยบอกพร้อมกับพยายามลุกขึ้นอย่างยากเย็น  และไม่ต้องให้บอกซ้ำ ไมค์ก็วิ่งออกไปจากห้องทันทีและไม่ถึงนาทีแซนด์และแบงค์ก็วิ่งตามกลับมา 
               " เกิดอะไรขึ้น  กอล์ฟ "  แซนด์ถามเสียงตกใจ  สิ่งที่เขาเห็นทำให้เขานึกสาเหตไม่ออก
               " ไม่ต้องตกใจหรอกครับ  แค่ถึงเวลาของผมแล้วเท่านั้น "  กอล์ฟบอก  เขารู้ด้วยสัญชาติญาณอีกไม่นานเขาจะต้องไป
               " จะไปไหน "  แบงค์ถาม  เขาอยากจะรั้งเด็กหนุ่มไว้แต่ก็คงทำไม่ได้
               " ไม่รู้เหมือนกันฮะ  แต่ไม่ต้องห่วง  การเดินทางของผมเริ่มต้นเพราะผมอยากจะหนีจากทุกสิ่งในโลกของผม  แต่นับจากวันนี้ผมจะเดินทางเพื่อหาทางกลับบ้าน  ผมจะไม่หนีอีก  " 
               " พี่แบงค์ ..  ผมจะพยายามให้อภัยตัวเองเหมือนอย่างที่พี่ให้อภัยตัวเองให้ได้  ขอบคุณมากนะครับ  ไมค์ด้วยขอบใจที่ช่วยพาพี่มาอยู่ด้วย  ขอบคุณมากครับพี่แซนด์ "  กอล์ฟเอ่ยอย่างเชื่องช้า  ดูเหมือนทุกอย่างในร่างกายไม่เป็นไปตามที่ต้องการเอาเสียเลย
               " อย่าช้านักล่ะกอล์ฟ  นายยังต้องกลับบ้านนะ "  แบงค์ยิ้มทั้งน้ำตา  เขากุมมือแซนด์แน่นในขณะที่แซนด์เองก็ไม่ต่างกัน
               " ไมค์  พี่ให้ "  มือเรียวยื่นขวดแก้วใบน้อยให้เด็กหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่  ไมค์รับมันมากำไว้แน่น  นัยน์ตาสวยวาววับด้วยน้ำตาหากแต่ริมฝีปากบางกลับเหยียดยิ้มให้คนที่จะจากไปสุดความสามารถ
               " ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง  ขอให้มีความสุขนะ "  เสียงแผ่วเบาราวสายลมหวีดหวิวพร้อมกับร่างของกอล์ฟที่จางหายไปจนไม่อาจไขว่คว้าไว้ได้ทัน  มีเพียงแสงสะท้อนจากดวงไฟที่ส่องกระทบจี้ห้อยคอรูปตัวจีที่เคยมอบให้  และจางหายไป
               " ไมค์ต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่กอล์ฟ  ขอบคุณมากนะที่เข้ามาในชีวิตของพวกเรา "  ไมค์เอ่ยเจือสะอื้น 
               " มีอะไรในขวดน่ะ "  แบงค์ถามขึ้น  ไมค์ค่อยๆแกะห่อกระดาษออกและเมื่อลองคว่ำขวดลงกับฝ่ามือ  สิ่งที่เขาเห็นก็ทำให้กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  หยาดน้ำใสๆหยาดหยดลงฝ่ามือตกกระทบวัตถุสีเงินที่เก่าคร่ำคร่าเม็ดแล้วเม็ดเล่า  ก่อนที่มือเรียวจะกำมันแน่น
               " ล็อคเก็ตของน้องหญิง "  แซนด์จำได้แม่นยำ  มันเคยห้อยติดกับสร้อยคอของน้องสาวเสมอ  จนกระทั่งวันนั้น
               " น้องหญิงไม่เคยให้เราดูว่าข้างในมีอะไร   แต่.. วันนี้น้องคงอนุญาตแล้วใช่ไหม "  ไมค์เอ่ยถามพลางค่อยๆแกะสลักที่ถูกยึดแน่นด้วยคราบโคลนและสนิม   แต่สุดท้ายเขาก็เปิดมันออกมาจนได้
               ไร้ซึ่งสำเนียงใดที่จะเอื้อนเอ่ยจากปากของพี่ชาย  ไม่มีถ้อยคำใดที่จะทดแทนและบ่งบอกถึงความรู้สึกทั้งมวลของพวกเขาได้เมื่อได้เห็นสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ภายใน   รูปใบน้อยที่ถูกตัดแปะใส่อย่างประณีต   รูปของพวกเขาทั้งสี่คนเช่นเดียวกับที่บรรจุไว้ในกรอบรูปด้านล่าง  รูปที่บรรจุรอยยิ้มและความสุขอันมากมายเอาไว้  มันคือสิ่งสำคัญที่สาวน้อยพกติดตัวตลอดเวลาจนถึงวันที่จากไป  และวันนี้ความสุขนั้นได้ถูกส่งต่อมายังพวกเขาอีกครั้ง
               แซนด์ยิ้มทั้งน้ำตา  สองแขนโอบไหล่น้องทั้งสองเข้ามากอดแน่น  ไมค์กำล็อคเก็ตไว้ในมือแน่นซุกตัวกับอกพี่  แบงค์เองก็เช่นกัน   แม้ไม่เอ่ยคำใดออกมา  แต่ในใจพวกเขาต่างก็ไม่ต่างกัน  ถ้อยคำที่อยากบอกแก่เด็กหนุ่มที่พึ่งจากไป  .. ขอบคุณ .. 
 
               ..  ขอบคุณมากกอล์ฟ  ขอบคุณที่เข้ามาในชีวิตของพวกเรา  ขอบคุณที่ช่วยนำความสุขกลับมาให้เรา  ขอบคุณจริงๆ ....


               *********************************************************************

               " อืม   แล้วหลังจากนั้นล่ะ  นายทำไงต่อไป "  ชายหนุ่มผมยาวที่นั่งจิบน้ำสีอำพันฟังเรื่องราวอันน่าสนใจมานานเอ่ยถามขึ้น  ทำให้เด็กหนุ่มที่กำลังนิ่งเงียบระลึกความหลังยิ้มพราย
               " หลังจากนั้นเหรอ  ผมก็ยังเดินทางผ่านโลกต่างๆไปเรื่อยๆ  โลกที่มีแต่ผม   โลกที่มีพวกผมครบทุกคน  โลกที่ทุกคนยังอยู่พร้อมหน้า  ผมได้เรียนรู้อะไรมาเยอะแยะไปหมดเลยล่ะ  จนตอนนี้ผมรู้สึกว่าเพียงพอแล้วแต่ก็ยังเหมือนมีอะไรติดอยู่ในใจ "
               " แล้วอะไรล่ะที่ยังค้างคาอยู่ในใจน่ะ "  คำถามนั้นดูเหมือนไม่สนใจแต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความใส่ใจ
               " ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่ผมว่าผมจะรู้ในการเดินทางครั้งต่อไป  ผมรู้สึกว่าผมจะเจอคนที่จะทำให้ผมไขล็อคกุญแจประตูบานสุดท้ายในใจของผม และถึงตอนนั้น  ความผิดในใจทั้งหมดของผมก็คงจะหมดไป  และในวันนั้น  ผมก็คงจะให้อภัยตัวเองได้จริงๆเสียที "  เด็กหนุ่มบอกพร้อมกับรอยยิ้มที่เชื่อมั่น  การเดินทางทำให้เขาเติบโตมากขึ้น  อย่างที่ใครคนหนึ่งเคยพูดไว้  ไม่ต้องรีบร้อน  ไม่ต้องเร่งรีบ  ให้มันเป็นไป
               " งั้นก็ขออวยพรให้นายโชคดี  ได้กลับบ้านเร็วๆล่ะ "
               " ขอบคุณมากครับ  คุณรัชต์ ผมต้องไปแล้วล่ะครับ " 
               " ว่าแต่โลกนี้  นายเจอคนในครอบครัวของนายหรือเปล่า "  เสียงทุ้มถามอย่างใคร่รู้   แต่เด็กหนุ่มกลับยิ้มปริศนา
               " คุณรัชต์ชื่อจริงชื่ออะไรครับ "
               " พิรัชต์   ...  พิรัชต์   นิธิไพศาลกุล "   คำตอบนั้นทำให้เด็กหนุ่มยิ้มน้อยๆ   ก่อนจะเฉลยพร้อมกับร่างกายที่โปร่งใสจางหายไป  คำตอบนั้นยังดังก้องในหูผู้ฟัง

               " ผมชื่อพิชญะครับ   พิชญะ  นิธิไพศาลกุล   น้องของผมชื่อ  พิรัชต์  นิธิไพศาลกุล "
 
               ชายหนุ่มผมยาวหัวเราะออกมาเมื่อนึกขึ้นได้   อย่างนี้นี่เอง  มิน่าเขาถึงได้นั่งคุยกับเจ้าหนุ่มนี่อยู่นาน  ที่แท้ก็แบบนี้เอง ..

               " ขำอะไรน่ะ  ไมค์ "  เสียงถามดังจากชายหนุ่มที่เดินเข้ามาในร้าน
               " ไม่มีอะไรหรอกพี่กอล์ฟ   แค่นึกอะไรออกน่ะ  ไหนบอกจะกลับพรุ่งนี้ "  น้องชายเอ่ยถามก่อนจะรินเครื่องดื่มสุดโปรดให้พี่ชาย
               " ก็กะว่านะ  แต่ห่วงที่ร้าน ว่าแต่ไม่มีปัญหาใช่ไหม "  พี่ชายนั่งจิบเครื่องดื่มที่น้องชายจัดให้อย่างรู้ใจพลางมองไปรอบๆร้าน
               " ไมค์อยู่ทั้งคน  จะมีปัญหาได้ไง  แต่ว่ากลับมาก็ดีแล้วล่ะ "
                " ทำไม "
               " คิดถึง "
               สิ้นคำตอบพี่ชายแทบสำลักเพราะร้อยวันพันปีน้องชายไม่เคยเอ่ยอะไรแบบนี้  ไมค์หัวเราะกับท่าทางของพี่ชายก่อนจะเดินกลับไปหลังร้าน  ในใจหวนนึกถึงเด็กหนุ่มนักเดินทางที่พึ่งจากไป

               ...  ขอให้การเดินทางของนายสิ้นสุดเร็วๆนะกอล์ฟ ....


               ท่ามกลางความมืดมิดเหมือนทุกครั้ง  จอภาพเบื้องหน้าหมุนวนสับเปลี่ยน   กับคำถามเดิมดังในสมอง  จะไปไหน  ไปที่ใด   ปลายเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น  สัมผัสบางอย่างบอกให้รู้ว่านี่จะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย   โลกที่เขาจะไปคือกุญแจสำคัญ   เขากำลังจะได้พบใครคนหนึ่งที่จะปลดพันธนาการในใจเขา    เขามั่นใจว่าจะพบคนๆนั้น อย่างแน่นอน
               ...
               ...

               เสียงต่อสู้ดังอยู่อีกฟากของจุดที่ยืนอยู่   เสียงก่นด่ายังดังลั่น  หากแต่นั่นก็ไม่ทำให้ผู้ที่พึ่งรู้สึกตัวสนใจอะไรมากนัก   หัวใจเริ่มเต้นเร่าร้อนรนเหมือนถูกกระตุ้นให้เดินไปหาต้นเสียง  
               เสียงการต่อสู้เงียบหายไปแล้ว  หากแต่ก็รู้ว่ายังมีใครคนหนึ่งที่ยังยืนอยู่และหมายมาดมองมายังเขา   เสียงตะโกนเรียกก้องลานกว้างให้เขาย่างกรายออกไป   ใครคนนั้นใช่ไหมที่เขารู้สึก

               " ใครวะ .... ออกมานะ ไม่งั้นเห็นดีกันแน่ .. . "

               เสียงกร้าวเรียกหา  ดวงตาเข้มกร้าวแกร่งที่มองมา   นี่สินะ  คนที่เขาจะต้องเจอในโลกนี้    นายใช่ไหม   สายลมเย็นยามดึกพัดผ่านพริ้วผ่านกายราวจะบอกให้รู้ว่าเบื้องหน้านั้นคือใครคนนั้นที่ต้องการ   แต่นับจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น  ก็คงต้องให้มันเป็นไปสินะ  แล้วมันก็จะจบสิ้นลง 

               พี่พบนายอีกแล้วนะ  ไมค์     ...
               ได้พบกันอีกแล้ว  น้องพี่
               น้องชาย..สุดที่รัก
 

END ....   นักเดินทาง
  

2007/Dec/15

ACT  :    สัญญาณของการลาจาก


 .. ช่วยพี่ๆด้วยนะคะ .. ...                          .... พี่ช่วยแล้วนะ ...
 .. ขอบคุณนะคะที่ช่วยพี่ๆของหนู ..            ... ไม่เป็นไร ...
 ..  แล้วพี่ล่ะคะ ..                                      ..  พี่..  พี่ทำไมเหรอ ..
 ..  แล้วเมื่อไหร่พี่จะช่วยตัวเองละคะ  ..        .. ช่วยตัวเอง ..  หมายถึงอะไร..
 ..  เมื่อไหร่  พี่จะพาตัวเองหลุดพ้นไปจากความรู้สึกผิดนี้เสียที ...   
 ..  เมื่อไหร่กัน ...


              " กอล์ฟ   กอล์ฟเว้ย  ตื่นหรือยัง  สายแล้วนะ  จะนอนให้ตะวันมันส่องตูดไหม้เลยหรือไง "

               เสียงทุบประตูดังปึงปังพร้อมกับเจ้าของมือที่ทุบประตูแบบไม่มีการเกรงใจเจ้าของห้องที่นอนหลับกินบ้านกินเมืองดังต่อเนื่องเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากคนที่อยู่ภายในห้องจนน่าเป็นห่วงว่าจะไหลตายหรือโดนผีแม่ม่ายมาเอาตัวไปเสียหรือเปล่าทำให้แซนด์ยิ่งทุบประตูกระหน่ำจนไมค์ที่พึ่งกลับจากวิ่งออกกำลังกายเดินเข้ามาดู
               " มาตะโกนอะไรหน้าห้องพี่กอล์ฟล่ะพี่แซนด์ "  ไมค์เดินเอาผ้าขนหนูพาดบ่าท่าทางสดชื่นเต็มที่ในขณะที่แซนด์เองก็ทำหน้าบูดเต็มที่เหมือนกัน
               " ก็เจ้ากอล์ฟเด่ะ   สายป่านนี้ไม่ตื่นอีก  ไหลตายไปหรือยังก็ไม่รู้ " แซนด์บ่น  มือก็ยังทุบต่อไป  ไมค์เอียงคอมองประตูห้องกอล์ฟก่อนจะเลิกคิ้วเจ้าเล่ห์  ริมฝีปากบางเหยียดออกพร้อมกับยื่นมือไปจับข้อมือพี่ชายเพื่อห้ามไม่ให้ทุบต่อ   
               " พอเหอะ  เจ็บมือเปล่าๆ ต้องวิธีของไมค์ " เด็กหนุ่มยิ้มกวนให้พี่ชายคนโต  ก่อนจะยกขาขึ้นเตรียมจะถีบประตูชนิดทีเดียวให้เปิด  แต่เดชะบุญประตูบานนี้ยังมีดวงชะตาให้คงสภาพที่ดีต่อไป  เพราะจู่ๆมันก็เปิดออกพร้อมกับเด็กหนุ่มเจ้าของห้องที่เดินมาเปิดด้วยหน้าตางัวเงีย  แล้วก็เลิกงัวเงียภายใน 5 วินาทีเมื่อพบว่าเปิดประตูมาแล้วมีอะไรรออยู่แล้วเสียงอันเกิดจากการตะเบ็งแข่งกันแต่คนละความหมายของเด็กหนุ่มสองคนก็ดังลั่นบ้าน
 
               ย๊ากกกกก   ...  
               เฮ้ยยย ...   
 
               " เกิดอะไรขึ้น  "  และผลที่ตามมาก็คือ   แบงค์ที่กำลังทำสวนอยู่ก็วิ่งขึ้นมาทั้งที่ยังถือส้อมพรวนดินและถุงปุ๋ย   และเมื่อทั้งสี่มองหน้ากันก็ได้แต่นิ่งในสภาพแต่ละคนที่ดูไม่จืด  ทั้งไมค์ที่ง้างเท้าค้าง  กอล์ฟที่ลงไปนั่งกองกับพื้นด้วยความตกใจ  หรือแซนด์ที่ยืนทำหน้าเหวอได้ที่รวมทั้งแบงค์ที่วิ่งมาแบบสุดแสนจะซกมก  สุดท้ายเสียงหัวเราะก็ระเบิดขึ้นดังลั่นบ้านอีกครั้ง
               " โอ้ย  ฮ่าๆๆ  พอเลยๆวันนี้มันอะไรกัน  ไปเจ้ากอล์ฟอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า  ไมค์ด้วย  ส่วนแกเจ้าแบงค์  ไปทำสวนต่อ  เฮ้อ  นับวันๆ "  แซนด์ยืนหัวเราะจนน้ำตาเล็ดกับความล้นของพี่น้องแต่ละคนก่อนจะเดินกลับลงไปชั้นล่าง  ตามด้วยแบงค์ที่กลับไปรดน้ำพรวนดินต่อ  เหลือแต่ไมค์ที่ยังยืนอยู่กับกอล์ฟสองคน
               " เอ่อ  ไมค์ .. "  กอล์ฟเอ่ยเสียงเบา  เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อยืนเท้าเอวเลิกคิ้วมองยียวนไม่ตอบอะไร
               " เมื่อกี้ถ้าพี่เปิดช้าอีกหน่อย  จะทำไงเนี่ย "  กอล์ฟถามหวาดๆ  ตาก็มองเท้าเจ้าน้องเล็กของบ้านไปด้วย    ไมค์ยิ้มกว้างด้วยท่าทางไม่วิตกทุกข์ร้อน  ตอบฉาดฉานมาดมั่นสมชายชาตรีอกสามศอก ( เกี่ยวไหมเนี่ย )
               " ก็โดนเต็มๆไงพี่กอล์ฟ  ฮ่าๆๆๆ  เหอะ  ตื่นแล้วก็ดี  รีบลงไปได้แล้วพี่แซนด์สวดรอบสองจะยุ่ง  ไมค์ไปอาบน้ำดีกว่า "  ไมค์บอกอย่างเริงร่าเดินควงผ้าขนหนูจากไปทิ้งให้กอล์ฟยืนเซ็งอยู่หน้าห้องตัวเอง  บ่นงึมงำ
               " วันนี้มันวันอะไรวะเนี่ย  ตื่นเช้ามาก็วอนโดนซะละ  ว่าแต่เมื่อกี้ฝันอะไรจำไม่ได้เลยแฮะ "   เด็กหนุ่มบ่นไปก็พยายามนึกไป  เขาจำได้เลือนลางเหลือเกินกับความฝันก่อนที่จะตื่นเมื่อครู่   เสียงใสๆของใครกันนะ  ที่คุยกับเขา   เหมือนเคยได้ยิน  เหมือนคุ้นเคย   แต่ในความลางเลือนนั้น  กลับมีคำถามหนึ่งที่เขาจำได้ชัดเจนและขึ้นใจ

               ..  เมื่อไหร่  ...  
               หมายถึงอะไรกันนะ

                  ******************************************

               " พี่แซนด์จะคริสมาสต์แล้ว  ปีนี้จะทำอะไรเป็นพิเศษไหมพี่ " ไมค์ถามขึ้นพร้อมกับจัดของในร้าน  แซนด์ที่กำลังนั่งทำบัญชีเงยหน้าขึ้น  คิ้วเข้มขมวดมุ่นใช้ความคิด 
               " ไม่รู้แฮะ  ปีที่แล้วเราก็สมนาคุณเด็กๆด้วยช็อคโกแลตอ่ะนะ  แต่ปีนี้อยากมีอะไรพิเศษด้วย แบงค์ว่าไง "  แซนด์หันไปถามแบงค์ที่กำลังทำความสะอาดกล้องอย่างขมักเขม้น
               " ผมคงแถมโปสการ์ดรูปถ่ายที่ถ่ายมาละมั้ง "  
                " ไม่ลงทุนเลยนะแก "  แซนด์บ่นยิ้มๆ  แต่ก็ไม่เลวนะความคิดนี้
               " แต่ผมว่าดีนะ  ผมชอบรูปของพี่แบงค์ " กอล์ฟเอ่ยขึ้นเรียกรอยยิ้มของแบงค์ได้อีกโข  วงแขนใหญ่โอบไหล่น้องชายพร้อมกับตบลงเบาๆพอรู้สึก (เจ็บ) 
               " ดีมากน้องรัก ฮ่าๆ " เสียงหัวเราะถูกใจของแบงค์ทำเอากอล์ฟยิ้มแหยนึกในใจว่าคิดผิดหรือเปล่าที่สนับสนุนความคิดของแบงค์แล้วจู่ๆไมค์ก็โพล่งขึ้น
               " ไมค์อยากเพิ่มอีกอย่าง " 
               " อะไร "  ทั้งสามหันไปรอฟังความเห็นของไมค์ที่กำลังยิ้มพรายอย่างสนใจ  
               " ปีนี้  ไมค์อยากทำอะไรเพื่อระลึกถึงน้องหญิง "  เสียงทุ้มนุ่มสงบลงยามพูดถึงสาวน้อย  สายตาคมเหลือบมองรูปถ่ายที่พวกเขาค้นเจอเมื่อวันก่อนที่ตอนนี้ถูกนำมาใส่กรอบสวยตั้งอยู่ในจุดที่เด่นสะดุดตา  
               " หมายถึงอะไร "  
               " กระดิ่งไง น้องหญิงชอบกระดิ่ง  ไมค์จะเอากระดิ่งที่เหมือนของน้องหญิงใส่ขวดแก้วใบเล็กๆ  แจกให้กับลูกค้าทุกคนในวันคริสมาสต์ "  ไมค์ยิ้มกว้างเมื่อนึกถึงของขวัญชิ้นพิเศษ สำหรับเขาไม่มีอะไรที่จะทำให้นึกถึงน้องสาวคนสำคัญได้มากเท่ากระดิ่งใบน้อยที่เขาได้มอบเธอเป็นของขวัญชิ้นสุดท้าย  และทุกวันนี้เขาก็ยังพกมันติดตัวเสมอ
               " น่าสนใจนะ  แต่พวกเราคงต้องลงมือทำเองละมั้ง "  แซนด์พยักหน้าเห็นด้วยและเมื่อมองไปทางแบงค์และกอล์ฟต่างก็ยิ้มให้เช่นกัน  
               " ถ้างั้นพวกเราก็เริ่มเตรียมของกันเลยแล้วกัน  อีกแค่สองอาทิตย์เอง "  แบงค์สรุปให้ก่อนที่จะเก็บกล้องที่ทำความสะอาดเสร็จแล้ว  จากนั้นก็ชวนไมค์ออกไปซื้ออุปกรณ์ที่ขาดไป  และทุกคืนหลังจากปิดร้านพวกเขาทั้งสี่คนก็จะมาช่วยกันทำของขวัญคริสมาสต์กันอย่างตั้งใจ  ไม่นานกระปุกแก้วใสเพนท์ลายด้วยสีอันสวยงามภายในบรรจุกระดิ่งใบน้อยสีสดใสก็วางเรียงรายพร้อมที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าในวันคริสมาสต์
 

               " 900 .... 925... 950... 975.... 999... 1000 ... "   
               กอล์ฟนั่งนับขวดแก้วใบเล็กที่พวกเขาตั้งใจทำมาตลอดสองอาทิตย์จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ และให้ง่ายต่อการหยิบ  เขาหยิบขวดใบที่อยู่ใกล้สุดขึ้นมาแล้วเขย่าเล่น  เสียงกระดิ่งดังกรุ๋งกริ๋งทำให้เด็กหนุ่มยิ้มออกมาเหมือนได้ของเล่นถูกใจแล้ววางมันลง  แล้วหยิบขวดใหม่มาเขย่าอีกครั้งแล้ววาง  แล้วก็หยิบขวดใหม่มาอีกซ้ำๆกันอย่างไม่รู้เบื่อจนแซนด์ที่นั่งดูอยู่นานอดขำกับอาการนั้นไม่ได้
               " ขำอะไรพี่แซนด์ "  ไมค์ถามพร้อมกับหอบกล่องกระดาษห่อของขวัญและริบบิ้นสีต่างๆมาวางใกล้ๆพี่ชาย   แต่แล้วก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นเมื่อพี่ชายให้ส่งสัญญาณให้มองไปทางกอล์ฟที่กำลังเล่นเหมือนเด็กอยู่ทำให้เด็กหนุ่มอดยิ้มไม่ได้   กอล์ฟเป็นเหมือนกล่องปริศนาที่ดูยังไงก็ไม่เบื่อ  บางทีก็ดูหม่นเศร้าจนเกรงว่าจะอยู่ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้  เงียบเหงา  เดียวดาย  แต่บางครั้งกอล์ฟก็กลับเข้มแข็ง  ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรหลายอย่างและเป็นหลักให้กับคนรอบข้างได้  และบางครั้งก็ดูเหมือนเด็กน้อยที่พร้อมจะยิ้มและหัวเราะกับเรื่องธรรมดาๆได้เหมือนคราวนี้
               " ดีขึ้นกว่าตอนแรกเยอะเลยนะเนี่ย "  ไมค์รำพึงเมื่อนึกถึงครั้งแรกที่เขาได้เจอกอล์ฟ  แววตาที่เหมือนคนหลงทางและไร้ที่ไปดูน่าห่วงจนทำให้เขาไม่อาจละทิ้งไว้เบื้องหลังได้
 " แต่ก็ยังไม่ทั้งหมดหรอกไมค์ "  แซนด์ยิ้มบางเอ่ยเสียงเบา  อะไรบางอย่างบอกเขาว่ายังมีอะไรบางอย่างที่ทำให้กอล์ฟไม่อาจยิ้มได้อย่างเต็มที่
 " มันยากนะที่เราจะข้ามกำแพงที่อยู่ในใจ   แค่ตอนนี้หมอนั่นเริ่มอยากข้ามก็น่าจะพอ  ที่เหลือก็แค่รอเวลาและเงื่อนไขที่เหมาะสมเท่านั้น "  เสียงที่ดังจากด้านหลังทำให้ทั้งสองหันไปมอง  แบงค์ที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ขยับเข้ามาใกล้ทั้งสามคนนิ่งเงียบและเฝ้ามองกอล์ฟที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเรียงขวดแก้วทีละใบลงกล่องเพื่อนำไปเก็บ  การที่พวกเขาได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง  กอล์ฟเองก็มีส่วนช่วยมาก  ดั้งนั้นพวกเขาเองก็อยากช่วยกอล์ฟเช่นกัน  แต่จะช่วยอะไรนั้นพวกเขาเองก็ไม่อาจรู้ได้

               " โอเค  ครบละ  1,500 ขวด "  กอล์ฟยิ้มอย่างร่าเริง  เขาค่อยๆเก็บเรียงขวดอย่างระวังลงกล่องพร้อมกับปิดฝาแล้วยกขึ้นเพื่อนำไปเก็บบนชั้นของห้องเก็บของ  แต่ในขณะที่กำลังยกกล่องขึ้นวางชั้นนั่นเอง  บางอย่างที่ผิดปกติก็เกิดขึ้น
               " อุ๊บ .. " เด็กหนุ่มอุทานด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆก็รู้สึกถึงลมหายใจที่สะดุด  หัวใจเต้นถี่ระรัวเร็วราวกับจะทะลุออกมานอกทรวงอก  ยิ่งกว่านั้นอาการวิงเวียนก็เริ่มจู่โจมอย่างรวดเร็วจนเขาต้องเอนตัวพิงกำแพงไว้พร้อมกับหลับตานิ่ง   อีกแล้วอย่างนั้นเหรอ  หมายความว่าไงกัน  
                 " เหมือนตอนนั้นเลย  หมายความว่าไงกัน "  เด็กหนุ่มครางแผ่ว  รู้สึกเบาหวิวไปทั้งตัวจนต้องทรุดตัวลงนั่งปล่อยตัวเองไถลรูดลงนั่งพิงผนังอย่างอ่อนแรงและเมื่อลืมตาขึ้นก็ต้องเบิกตากว้างอีกครั้ง
 กอล์ฟแทบหยุดหายใจเมื่อเห็นร่างกายของตัวเองโปร่งใสเหมือนคราวก่อน  แต่คราวนี้เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือทรมานมากมายนัก  นอกจากอาการเบาหวิวเหมือนจะเป็นลม  และหายใจลำบากเท่านั้น  หรือว่าจะถึงเวลาของเขาแล้ว  .... 
เพียงแค่คิดก็ใจหาย
               " ถึงเวลาไปแล้วหรือไงนะ " เขาได้แต่ครางแผ่วไร้เรี่ยวแรงพร้อมกับหลับตาลง  แต่แล้วไม่นานอาการต่างๆก็หายไปราวกับไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นเลย  เปลือกตาบางเผยอเปิดอีกครั้ง   เด็กหนุ่มถอนหายใจยาวโล่งอก  ใช่ว่าเขาไม่อยากไป  แต่ยังเหลืออะไรบางอย่างที่เขายังไม่ได้ทำต่างหาก  เขายังไม่ได้ส่งมอบของสำคัญให้กับไมค์เลย  ของที่เขาเก็บเอาไว้ 

               " ขอเวลาอีกหน่อยเถอะ  ผมรู้   การเดินทางที่เริ่มต้นแล้วต้องเดินต่อไปจนกว่าจะถึงจุดหมาย  ล้มเลิกไม่ได้  แต่ขอผมทำหน้าที่สุดท้ายก่อนเถอะ "  คำร้องขอฝากไปกับสายลมส่งถึงผู้ใดก็ตามที่ควบคุมการเดินทางของเขา  ขอเวลาอีกนิดเพื่อให้หน้าที่ของเขาในโลกนี้เสร็จสมบูรณ์  ขอให้เขาได้เห็นรอยยิ้มของพี่น้องในโลกนี้อีกสักครั้ง 
 

TBC
  

edit @ 15 Dec 2007 14:38:28 by kiki

2007/Dec/08

ACT  :    ความทรงจำ  ความผิดพลาด   การให้อภัย

                 " กลับมาแล้ว  ไมค์   กอล์ฟ   พี่แซนด์ อ้าว  พี่แซนด์ไปข้างนอกมาเหรอ "  แบงค์ซึ่งกลับมาในสภาพเหงื่อท่วมตัว  ที่คอยังคล้องกล้องคู่ชีพหันไปถามพี่ชายที่เดินตามเข้ามาเช่นกัน
                 " อื้อ  ไปซื้อของเข้าบ้านหน่อยพอดีมันหมด  ว่าแต่เจ้าสองตัวนั่นไปไหนแล้วล่ะ "  แซนด์วางถุงของที่ซื้อมาลงบนโต๊ะ  ขณะที่มองหาเด็กหนุ่มอีกสองคนที่ควรจะอยู่ไม่ไกลนัก  และก็ต้องมองหน้ากันเมื่อได้ยินเสียงเหมือนอะไรหล่นกระทบพื้นของชั้นบนของบ้าน  จากนั้นทั้งสองก็รีบวิ่งขึ้นไปทันที
                 " ไมค์  กอล์ฟ  อยู่หรือเปล่าเกิดอะไร .. ขึ้ .. "
                 แซนด์ซึ่งวิ่งหน้าตั้งขึ้นไปยังจุดที่น่าจะเป็นต้นเสียงอ้าปากค้างเมื่อพบว่าน้องชายแท้ๆและน้องชายอุปถัมภ์ของเขากำลังตั้งหน้าตั้งตาเถียงกันใหญ่ทำเอาคนที่วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาพูดไม่ออก
                 " เห็นมั้ยบอกว่ายกอันนี้ก่อน "
                 " อะไรเล่า  ถ้าพี่กอล์ฟไม่ไปเตะขาเก้าอี้ก็ไม่ตกหรอกน่า "
                 " ก็มันเกะกะถึงได้บอกให้ขยับก่อนไง "
 
                 ระหว่างที่ไมค์และกอล์ฟยังคงเถียงกันใครทำให้โต๊ะหล่น   แซนด์และแบงค์ก็มองไปรอบๆก็ทำให้เข้าใจว่าทั้งสองพยายามจะทำความสะอาดและจัดห้องของน้องหญิงใหม่นั่นเอง  แต่ทำไมมันเหมือนยิ่งจัดก็ยิ่งเละล่ะ
                 " จะเถียงกันอีกนานมั้ยล่ะนั่น "  แบงค์เอ่ยถามเนือยๆแต่ก็ทำให้สองหนุ่มที่ตั้งหน้าตั้งตาเถียงกันจนไม่ได้สังเกตว่าพี่ชายทั้งสองเข้ามาตั้งแต่ตอนไหนหยุดชะงักก่อนจะหันมายิ้มกร่อยๆให้
                 " ง่า  พี่แซนด์  พี่แบงค์มาตั้งแต่เมื่อไหร่ "  ไมค์เกาหัวแก้เขิน   เมื่อพี่ชายทั้งสองกำลังกวาดสายตาดูสภาพห้องที่ดูเหมือนจะโดนรื้อจนเละมากกว่าจะถูกจัดให้เรียบร้อย
                 " ก็มาตั้งแต่พวกนายทำของตกแล้วไม่ยอมเก็บเอาแต่เถียงกันไง  แล้วนี่อะไร  ตกลงจะพังของหรือจะเก็บของกันล่ะ "  แซนด์ถามสีหน้าเฉยเมย ในมือมีกล่องเพลงที่นอนกลิ้งอยู่มุมห้อง  ทำเอาสองหนุ่มที่พยายามจัดห้องได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน
                 " เฮ้อ  พวกนายนี่นะ  จะทำอะไรไม่ถามกันก่อน  เอ้า  ขยับไปทางนู้น   ไมค์ไปเอาไม้กวาดมา  กอล์ฟ  ไปหาผ้าขี้ริ้วกับถังน้ำมาด้วย แซนด์ยกกล่องหนังสือออกไปก่อน  ปัดฝุ่นแล้วค่อยเอาเข้ามา เอ้า  เร็วสิ  ชักช้าเดี๋ยวปั๊ดงดข้าวเย็น "  แซนด์เริ่มออกคำสั่งและเมื่อเห็นว่าไม่มีใครขยับเลยต้องยกมาตรการขั้นเด็ดขาดมาข่มขู่ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะในพริบตาทั้งสามก็หายจากอาการสมองไม่รับคำสั่งทันที  เรื่องกินเรื่องใหญ่  คติพจน์นี้ใช้ได้เสมอ
                 " เฮ้อ  ให้มันได้แบบนี้สิ  ว่าแต่  นานเหมือนกันนะ  ไม่ได้เข้ามาทำความสะอาด อย่างอนนะจ๊ะน้องหญิงเดี๋ยวพวกพี่จะทำให้สวยเหมือนเดิมเลยนะ "  แซนด์หยิบกรอบรูปขึ้นมายิ้มให้กับสาวน้อยที่ส่งยิ้มให้เขา  ป่านนี้เจ้าของรอยยิ้มนี้จะไปอยู่ตรงไหนนะ
 
                 ..  ต้องจัดให้สวยจริงๆนะคะ ....

                 ราวกับหูเฝื่อนฝาด   เขาคิดว่าได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาจากที่ไกลแสนไกล  เสียงใสดังระฆังแก้วที่เขาไม่เคยลืม  ทำให้ชายหนุ่มยิ้มออกก่อนจะวางกรอบรูปลงแล้วขยับไปเปิดหน้าต่างบานที่ยังเหลืออยู่    ผ้าม่านผืนเก่าถูกปลดลงเพื่อเตรียมเอาไปซัก  ลมเย็นๆเริ่มพัดเข้ามาแสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาภายในจนเห็นไรฝุ่นฟุ้งกระจายอยู่ในลำแสงดูสวยงามแปลกตา  และเมื่อแสงส่องผ่านเข้ามาเต็มที่  ก็ทำให้เขาได้เห็นอะไรบางอย่างที่ถูกเก็บซุกซ่อนไว้ที่ซอกตู้ซึ่งเขาไม่เคยสังเกตเลย
                 ชายหนุ่มค่อยๆเดินเข้าไปขยับตู้ให้เลื่อนออกพร้อมกับดึงกล่องที่ถูกวางตะแคงไว้ก่อนจะค่อยๆเปิดฝาออกดู  แล้วเขาก็ได้พบกับกล่องเหล็กใบหนึ่งด้านหน้าของฝาเปิดมีกุญแจตัวเล็กที่ถูกลั่นล็อคไว้  แต่ลูกกุญแจที่จะไขมันหามีไม่  อยู่ไหนกัน
                 เร็วเท่าความคิด  แซนด์เริ่มสอดส่ายสายตามองไปทั่วทันที   แต่เมื่อหาตามพื้นไม่เจอจึงเริ่มขยับไปหาที่อื่นบ้างจนกระทั่งเหลือบไปเห็นลิ้นชักเล็กๆที่หัวเตียงแล้วมือใหญ่ก็เลื่อนเข้าไปเปิดมันทันที  แล้วเขาก็ยิ้มออกมาได้เมื่อในช่องเล็กๆนั้นมีสิ่งที่เขาต้องการอยู่
                 " น่าจะใช่นะ "  แซนด์เอ่ยเสียงเบา  เขารู้สึกว่ามือที่กำลังพยายามจะไขกุญแจนั้นสั่นพลางภาวนาในใจให้ไขได้  และคำภาวนาของเขาก็เป็นผล  เมื่อกุญแจที่ถูกล็อคแน่นหนาเลื่อนสลักที่ล็อคเอาไว้นานนับปีออก
 
                 " อะไรน่ะ  พี่แซนด์  "  แบงค์ที่เดินเข้ามาพร้อมกับกอล์ฟและไมค์  ทั้งสามหอบหิ้วอุปกรณ์ทำความสะอาดเข้ามาเต็มที่แต่เมื่อเห็นแซนด์กำลังสาละวนง่วนกับการพยายามทำอะไรบางอย่างจนไม่รู้ว่าพวกเขาเข้ามาแล้ว  ความสนใจทั้งหมดจึงพุ่งไปที่พี่ชายคนโตแทน    แซนด์หันมายิ้มให้น้องๆโดยไม่พูดอะไร  หากแต่สิ่งที่อยู่ในมือของเขาก็สามารถตอบคำถามได้เป็นอย่างดี 
                 " กล่องอะไร  พี่แซนด์ "  ไมค์วางของในมือแล้วเดินเข้าไปหาแซนด์ที่ขยับตัวมานั่งบนเตียงนุ่มแทน  ทำให้กอล์ฟและแบงค์ทำตามบ้าง  จึงกลายเป็นว่าพวกเขาทั้งสี่กำลังนั่งล้อมวงดูของในมือของแซนด์ที่ค่อยๆวางลงบนเตียงอย่างทนุถนอม
                 " ไม่รู้เหมือนกัน  พี่เจอที่มุมตู้ พึ่งจะหากุญแจไขได้เมื่อกี้นี้เอง "  แซนด์ว่าพลางค่อยๆดึงกุญแจออกพร้อมกับขยับเปิดฝากล่องที่เริ่มมีสนิมทำให้เปิดยากพอสมควร  แต่ในที่สุดเขาก็เปิดมันได้และนั่นก็ทำให้ทั้งสี่คนนิ่งเงียบ 
                 " เหมือนเปิดกรุสมบัติเลยนะเนี่ย "  กอล์ฟที่ดูเหมือนจะได้สติเร็วกว่าคนอื่นพูดขึ้นพร้อมกับค่อยๆหยิบสิ่งที่อยู่ในกล่องออกมาด้วยความระมัดระวัง  ของภายในกล่องถูกนำออกมาเรียงบนเตียงทีละชิ้นๆจนกระทั่งหมดกล่อง  ก่อนที่จะถูกพิจารณาทีละชิ้นราวกับมันเป็นวัตถุโบราณกระนั้น
                 " รูปนี้ตอนที่เราไปทะเลครั้งแรกล่ะพี่แซนด์ "  ไมค์บอกพร้อมกับยื่นรูปไปข้างหน้าให้พี่ชายที่เหลือได้ดู  รูปของสาวน้อยในชุดว่ายน้ำสีสดที่กำลังทำหน้าบูดบึ้งในอ้อมแขนพี่ชายคนโต  โดยมีพี่ชายอีกสองคนทำท่าล่อหลอกอยู่
                 " อืม  จำได้  ตอนนั้นพวกนายแกล้งน้องหญิงจนงอนไปเลย "  แซนด์หัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น   เพราะความซนของแบงค์กับไมค์ที่วิ่งไม่ดูเลยเหยียบเอาปราสาททรายของน้องหญิงจนเละเทะ  ทำเอานางฟ้าตัวน้อยงอนป่องจนพวกเขาต้องพยายามง้อเสียนานกว่าจะได้เห็นรอยยิ้มสดใสอีกครั้ง 
                 " นี่สิ   วันเกิดล่ะ  ดูๆ  น้องหญิงกอดของขวัญของผมแน่นเลย "  แบงค์ยื่นรูปอีกใบให้ดู  ไมค์เอียงคอมองก่อนทำเสียงหายใจฟึดฟัดเหมือนไม่พอใจเมื่อนึกถึงตอนนั้น  เป็นเพราะเขามัวแต่เสียเวลาในการทำงานส่งอาจารย์ทำให้กลับมาช้าเลยอดให้ของขวัญวันเกิดน้องหญิงเป็นคนแรกเหมือนทุกปี  แถมคราวนี้แบงค์เล่นทำคะแนนด้วยตุ๊กตาหมีตัวโตอีกต่างหากทำให้น้องหญิงกอดไม่ปล่อยจนแทบลืมทวงของขวัญจากเขาเลยทีเดียว
                 " แล้วนี่ล่ะครับ "  กอล์ฟยื่นรูปอีกใบให้  คราวนี่รอยยิ้มกว้างของทุกคนกลับหายไปอย่างรวดเร็วจนกอล์ฟใจหายนึกอยากจะดึงรูปในมือไปเก็บแต่ก็ไม่ทันเมื่อแซนด์ดึงมันไปจากมือเขาไปแล้ว
                 แซนด์มองรูปในมือด้วยแววตาอันแสนเศร้าไม่ต่างจากไมค์และแบงค์ที่ต่างก็เงียบไปเมื่อได้เห็นรูปนั้นเต็มตา  กอล์ฟได้แต่นั่งเงียบเฝ้ารอให้ใครสักคนเอ่ยเอื้อนแม้สักถ้อยคำ   จนในที่สุดแซนด์ก็เป็นคนที่ยอมเล่าเรื่องราวของรูปใบนี้   รูปที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของความสุขในเวลานั้นหากแต่น้ำเสียงของคนเล่าในเวลานี้ช่างแตกต่างโดยสิ้นเชิง
                 " นี่เหรอ  ... รูปรวมใบสุดท้ายที่พวกเราถ่ายด้วยกัน "  แซนด์พูดเสียงเบา  ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มหากแต่ดูเศร้าจนใจหาย
                 " เราถ่ายรูปนี้ก่อนหน้าที่น้องหญิงจะหายไปไม่ถึงเดือน "  แบงค์เอ่ยขึ้นบ้าง  เขาดึงรูปจากมือพี่ชายมาดูพร้อมกับพลิกดูด้านหลัง   รอยหมึกจางๆที่เขียนไว้ด้วยลายมือน่ารัก 

                                  ...   ครอบครัวของฉัน  ..

                 " พี่แบงค์ .."  ไมค์เรียกพี่ชายอย่างตกใจเมื่อจู่ๆน้ำตาที่ไม่ได้เห็นมานานก็หยาดลงบนรูปใบเก่า 
                 " ขอโทษที  พี่ไม่ตั้งใจ "  แบงค์รู้สึกตัวก่อนจะปาดน้ำตาทิ้ง  แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อถูกดึงเข้าสู่อ้อมอกกว้างของพี่ชาย  มือใหญ่ลูบไล้ไปตามเส้นผมอย่างปลอบโยน
                 " ไม่มีอะไรต้องขอโทษ แบงค์  อยากร้องก็ร้องออกมา  ร้องออกมาให้หมด " เสียงทุ้มนุ่มข้างหูทำให้ความอดทนทั้งหมดที่มีสลายไป  แบงค์ซุกหน้ากับอกพี่ชายพร้อมกับร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น  แซนด์ได้แต่กอดซบน้องชายไว้อย่างนั้น  รู้ดีว่าคำปลอบโยนใดๆก็ไม่อาจทำให้แบงค์ดีขึ้นมาได้ในตอนนี้   ณ เวลานี้  สิ่งที่ดีที่สุดคือปล่อยไป  ให้ทุกอย่างเป็นไปตามทางของมัน  แผลที่อักเสบเป็นหนองก็ต้องเอาหนองออกให้หมด  แม้ตอนที่เอามันออกจะเจ็บแสบปานใดก็ตามแต่เมื่อมันหมดไป  แผลนั้นก็จะค่อยสมานกันและหายในที่สุด  ให้มันค่อยๆผ่านไป  และเมื่อมันผ่านไปจนถึงจุดสิ้นสุด  สิ่งใหม่ก็จะเกิดขึ้น  มันอาจจะช้าและอาจจะเนิ่นนาน  แต่สักวันมันจะต้องสิ้นสุดลง

                 ..  ทุกคนต่างมีอดีต  ทุกคนต่างมีความทรงจำ  ทั้งดีและร้าย ..
                 ...  แต่มันก็ผ่านมาแล้ว   ผ่านมา  แล้วก็ผ่านไป ...
                 ... หากอดีตนั้นคือความสุข  ก็ให้จดจำไว้เป็นกำลังใจในวันข้างหน้า ..
                 ..  หากมันคือความทุกข์   ก็ให้จดจำไว้เป็นบทเรียน  และให้จำไว้ว่าความทุกข์เป็นเช่นใด ..
                 ..  เพราะการเรียนรู้ว่าอะไรคือความทุกข์  ย่อมทำให้เรียนรู้ว่าอะไรคือความสุข  เฉกเช่นเดียวกัน ..
                 ...  ยิ่งทุกข์มากเท่าใด  ก็ยิ่งเห็นคุณค่าของความสุขมากขึ้นเป็นทวีคูณ ...

                                                   ****************************************************************
 
                 " ไม่นอนอีกเหรอครับพี่แบงค์ "   กอล์ฟเอ่ยทักพี่ชายคนรองของบ้านที่กำลังยืนพิงระเบียงอยู่คนเดียว  สายตาคมเหม่อมองฟากฟ้ายามค่ำคืนที่ดาษดื่นด้วยดวงดาวดวงน้อยพร่างพราวเต็มท้องฟ้า
                 " คืนนี้อากาศดี  ฟ้าก็สวย  น่าเสียดายถ้าจะรีบนอน "  แบงค์หันมายิ้มให้กอล์ฟก่อนจะขยับตัวให้กอล์ฟได้มายืนใกล้ๆ  ทั้งสองใช้เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า  ปล่อยให้ความรู้สึกได้หลั่งไหลไปกับสายลมที่พัดผ่าน  ให้ความคิดทั้งหลายได้ผ่อนคลาย  ให้ดวงตาจับจ้องแสงดาวที่ส่องกระพริบ  แสงสว่างน้อยๆแต่สดใส  ราวกับความหวังของใครหลายคนที่อาจดูริบหรี่แต่ก็ยังมีหวัง  ความหวังที่จะทำให้คนก้าวต่อไปแม้จะต้องลำบากเท่าไหร่ก็ตาม 
                 " นายรู้ความหมายของคำว่า   อภัย  หรือเปล่า กอล์ฟ " จู่ๆแบงค์ก็ตั้งคำถามขึ้น   กอล์ฟหันมามองหน้าแบงค์อย่างไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการบอกอะไรกันแน่แต่เมื่อเห็นแววตาของแบงค์เขาก็ได้แต่นิ่งไป  กอล์ฟเบือนหน้าหนีแววตาของอีกฝ่ายอย่างไม่รู้จะเอ่ยคำใดออกมาเพราะแววตานั้นราวกับมองทะลุเข้าไปถึงภายในหัวใจของเขา  หัวใจอันบอบช้ำที่เขาพยายามแอบซ่อนมันมาตลอด
                 " มันอาจจะยากนะกอล์ฟ   มันยากกับการให้อภัยใครสักคนในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น  และมันยากกว่านับร้อยเท่าพันเท่าถ้าความผิดนั้น  ตัวเราคือผู้กระทำด้วยตัวเอง  "  แบงค์พูดเสียงเบา  ดวงตาสีดำขลับจับจ้องอีกฝ่ายนิ่ง 
                 " พี่ผ่านมันมาได้แล้วกอล์ฟ  และพี่ก็อยากให้นายผ่านมันไปได้เหมือนกัน  คนเราทุกคนมีสิทธิ์ผิดพลาด  แม้ว่าอาจจะไม่มีโอกาสแก้ไข  แต่เราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ทุกคนมีอดีต  ทุกคนมีสิ่งที่อยากจำและอยากลืม  และทุกคนย่อมเคยทำสิ่งที่ผิดพลาด  และทุกคนก็ย่อมมีหนทางที่จะแก้ไขความผิดพลาดนั้น  มีโอกาสเริ่มต้นใหม่  เพียงแค่เราให้อภัยกับความผิดพลาดนั้น    วันนี้พี่ให้อภัยตัวเองได้แล้วในความผิดพลาดของพี่  แล้วนายล่ะ  เมื่อไหร่นายจะให้อภัยตัวเองได้   "

                 ..  วันใดที่นายให้อภัยตัวเองเอง   วันนั้นนายจะก้าวต่อไปได้  นายจะเดินต่อไปได้โดยไม่เจ็บปวดอีก  ..
                 ..  เพียงแต่เมื่อไหร่  เท่านั้นเอง ...

                 ...
                 ....

                 สายลมยามดึกพัดแผ่วพริ้วไหว   ดวงดาวยังคงพร่างพราว   หากแต่คนที่ยืนอยู่ข้างกายเมื่อครู่ไม่อยู่แล้ว   ในยามนี้กอล์ฟยืนอยู่อย่างเดียวดาย  เด็กหนุ่มยืนเหม่อมองท้องฟ้าราวกับกำลังมองหาอะไรสักอย่าง   อะไรที่ตัวเขาเองก็ไม่อาจบอกได้  เสียงของแบงค์ยังคงดังก้องวนเวียนในสมอง  ซ้ำไป  ซ้ำมา  วนเวียนอยู่อย่างนั้น 

                 ...  รู้ความหมายของคำว่าอภัยหรือเปล่า ...
                 ...  เข้าใจความหมายอันแท้จริงของมันไหม ..
                 ... แล้วนายให้อภัยตัวเองได้หรือยัง  ...

TBC
  

edit @ 8 Dec 2007 22:19:58 by kiki